gtag('config', 'AW-687670169'); เปิดเทรนด์ E-Commerce รู้ก่อนได้เปรียบ!!
  • Naklive TH team

เปิดเทรนด์ E-Commerce รู้ก่อนได้เปรียบ!!

รู้ก่อนได้เปรียบ!!! หากคุณกำลังบุกตะลุยในตลาดออนไลน์อย่าเมามันส์ ลองมาฟังกูรูด้าน E-Commerce คุณ ป้อม ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ แห่ง tarad.com ที่จะมาให้ข้อมูลถึงเทรนด์ล่าสุดในการสู้ศึกสงครามออนไลน์ในครั้งนี้


1.ใครว่าเผาเงินอย่างเดียว!! E-Marketplace พร้อมทำกำไรแล้ว

หลังจากใช้งบประมาณทุ่มทำการตลาดทุกทาง ทั้งลดแลกแจกแถมจนถึงฟรี เพื่อดึงดูดให้ลูกค้ามาใช้แพลตฟอร์มของตนเอง มาถึงวันนี้เริ่มมีการเก็บค่าบริการในหลายๆ ส่วนทั้งค่าโฆษณาและคอมมิชชั่น ดังนั้นหากคุณเป็นร้านค้าที่อยู่บนแพลตฟอร์มเหล่านั้นอาจจะต้องมองหาช่องทางในการขายสินค้ารูปแบบอื่นไว้ด้วย ไม่ว่าจะเป็นผ่านทาง Facebook, LINE และช่องทางอื่นๆเพื่อบริหารต้นทุน


2.ธุรกิจ E-Wallet กำลังระอุ

นอกจากจะดึงเงินคนอื่นมาไว้ในกระเป๋าก่อนแล้วยังเก็บดาต้าต่างๆ มาไว้ต่อยอดในการทำธุรกิจอีกด้วย ดังนั้นทั้งแพลตฟอร์มต่างๆ และธนาคารจึงพร้อมกระโจนเข้าสู้สมรภูมินี้ โดยในปี 2562 มีการทำรายการใช้จ่ายคิดเป็นมูลค่าถึง 62 พันล้านบาท


3. สงคราม E-Logistic

จากการเติบโตในธุรกิจออนไลน์ทำให้ธุรกิจรับส่งสินค้ามีการเติบโตตามไปด้วย โดยมีมูลค่าตลาดรวมถึง 6.6 หมื่นล้านบาทในปี 62 ทำให้มีผู้เล่นหน้าใหม่เข้ามาร่วมแบ่งเค๊กก้อนโตในตลาดนี้อย่างต่อเนื่อง


4.Fulfilment Service จำคำนี้ไว้ให้ดี

ธุรกิจดาวรุ่งน้องใหม่ที่กำลังมาแรงแบบสุดๆ จากการเติบโตของการขายสินค้าออนไลน์ทำให้ส่งผลเป็นลูกโซ่ต่อธุรกิจอื่นๆ รวมถึงธุรกิจบริการรับจัดเก็บสต๊อคสินค้า การแพ๊คสินค้าและจัดส่ง ซึ่งมีให้บริการทั้งเป็นบริษัทที่ทำ Fulfilment โดยเฉพาะหรือ E-Marketplace ก็มีบริการในส่วนนี้สำหรับร้านค้า


5.เคาะประตูถึงบ้าน...แบรนด์เปิดฉากรุกตลาดออนไลน์


พ่อค้าคนกลางหรือดีลเลอร์ถึงคราวสะเทือนหลังจากที่ E-Marketplace เข้ามาบุกตลาด ทำให้แบรนด์สินค้าต่างๆ เข้ามาเปิดร้านของตนเองและทำการขายสินค้าตรงถึงมือลูกค้า การทำการตลาด การทำราคาและโปรโมชั่นจึงทำได้ง่าย รวมทั้งได้ insight กลับไปเพื่อปรับปรุงสินค้าหรือการตลาดให้เหมาะสมกับกลุ่มลูกค้าของตนอีกด้วย หากคุณเป็นพ่อค้าคนกลางคงต้องเตรียมแผนรับมือกันให้ดี


6. จีนมาแล้ว!! SMEs ไทยต้องปรับตัว!

ทุกวันนี้การใช้สินค้าจากประเทศจีนคงไม่ใช้เรื่องแปลกสำหรับคนไทย รู้หรือไม่ว่าสินค้าใน E-Marketplace เจ้าใหญ่ของเมืองไทยเป็นสินค้าที่มาจากประเทศจีนถึง 77% !! หรือคิดเป็นจำนวน 135 ล้านชิ้นจากผู้ขายเพียง 81,000 ราย!! กลับกันสินค้าของคนไทยเองคิดเป็นเพียง 23% หรือสินค้าเพียง 40 ล้านชิ้นจากผู้ขายถึง 1 ล้านราย!! ตัวเลขนี้แสดงให้เห็นว่าสินค้าจีนกำลังยึดตลาดประเทศไทย ด้วยต้นทุนราคาที่ถูกกว่า ดังนั้นหากคุณเป็นผู้ประกอบการคุณจำเป็นต้องปรับตัว รวมไปถึงการมองหาตลาดใหม่ในการขายเช่นในต่างประเทศ ซึ่งมีกำลังซื้อสูงและมีขนาดตลาดที่ใหญ่กว่าเมืองไทย


7.ขายกระจุยด้วย Social Commerce


คนไทยซื้อขายสินค้าผ่านทุกช่องทางของโซเชียลมีเดีย facebook, IG ไปจนถึง Twitter ทำให้มูลค่าตลาดโดยรวมสูงถึงกว่า 320,000 ล้านบาท ซึ่งมาจากการขายสินค้าผ่าน Chat หรือผ่านการไลฟ์สดหรือ Live-Commerce (ไลฟ์คอมเมิร์ซ) ซึ่งเมื่อเทียบกับ E-Marketplace แล้วมีมูลค่าตลาดเพียงราวๆ 100,000 ล้านบาท ด้วยเหตุผลที่ไม่มีค่าใช้จ่ายในตอนเริ่มต้น ใช้งานง่ายเป็นระบบที่คุ้นเคย รวมทั้งยังสามารถทำการตลาดได้ด้วยงบประมาณที่ไม่สูงนัก


8. อยากขายดีต้อง Live สด!!!

คุณอาจจะตกใจหากรู้ว่าการไลฟ์สดขายของทำรายได้สูงถึงหลักแสนบาทต่อครั้งและเป็นหลักล้านบาทต่อเดือน!!! ด้วยเหตุผลง่ายๆ ที่ผู้ขายและผู้ชมสามารถตอบโต้สนทนากันได้โดยตรง ได้เห็นสินค้าจริง สอบถามได้แบบเรียลไทม์ จนถึงขนาดที่ E-Marketplace ยังต้องเพิ่มฟังค์ชั่นการไลฟ์สดไว้เพื่อขายสินค้า หากคุณอยากไลฟ์ให้ขายดี แน่นอนที่สุดคุณหรือแบรนด์ของคุณต้องมีความโดดเด่นเป็นที่จดจำ มีความถี่ในไลฟ์ที่สม่ำเสมอมีเวลาที่แน่นอน มีคอนเทนต์ที่น่าสนใจในการขาย รวมทั้งมีระบบจัดการออเดอร์และการชำระเงินที่ดี ดังนั้นหากคุณยังไม่มีความพร้อม “แฮนด์อัพ” แพลตฟอร์มไลฟ์สดขายสินค้าอันดับ 1 สามารถช่วยคุณได้ สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://bit.ly/3dvyWnf


9.วิเคราะห์ข้อมูล E-Commerce เพื่อนำไปสู่ธุรกิจอื่น

ธุรกิจ E-Commerce เป็นช่องทางในการดูดข้อมูลของลูกค้าได้เป็นอย่างดีจากพฤติกรรมต่างๆ ของลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการ ซึ่งสามารถนำไปต่อในการประกอบธุรกิจอื่นๆ ได้อีก


10. Vertical E-Commerce


การเลือกขายสินค้าเฉพาะทางหรือเน้นเจาะลงไปเฉพาะกลุ่มลงลึกแบบแนวดิ่ง Vertical E-Commerce กลายเป็นทางเลือกของผู้ประกอบการที่ไม่จำเป็นจะต้องชนกับเจ้าตลาดรายใหญ่ และเริ่มจะเป็นรูปแบบในการขายสินค้าที่ได้ความนิยมมากขึ้น


11.Omni Channel ประสานพลังทั้ง online และ offline


นี่คือการขายสินค้าที่รวมเอาช่องทางหน้าร้านในแบบเดิมกับช่องทางออนไลน์ไว้ด้วยกัน ซึ่งทำให้เป็นการเพิ่มช่องทางการขายแบบครบวงจร เพิ่มโอกาสในการขายได้มากขึ้น สามารถเข้าไปดูสินค้าได้ก่อนผ่านช่องทางออนไลน์เพื่อเปรียบเทียบราคาและทำการสั้งซื้อผ่านช่องทางหน้าร้านหรือออนไลน์ก็ได้


12. กฏหมายต้องรู้

จะมีกฏหมายต่างๆ ออกมาเพื่อควบคุมการทำธุรกรรม การใช้งาน การจัดเก็บภาษีเพื่อควบคุมและสร้างความน่าเชื่อถือในการทำธุรกิจออนไลน์ในเมืองไทย ดังนั้นหากคุณเป็นผู้ประกอบการจำเป็นจะต้องศึกษาเรื่องนี้ไว้ให้ดี


หากคุณเป็นผู้ประกอบการหรือกำลังจะเริ่มทำธุรกิจออนไลน์ นี่คือข้อมูลชั้นดีให้คุณนำไปตัดสินใจในการดำเนินธุรกิจต่อไป อย่าลืมว่าธุรกิจออนไลน์มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วตลอดเวลา ดังนั้นข้อมูลที่ดีและการตัดสินใจที่รวดเร็วจะทำให้คุณเป็นต่อในสมรภูมินี้


ขอบคุณข้อมูลจาก: งานสัมมนา Thailand E-Commerce Trends 2020 by TARAD.com, Marketing Oops