gtag('config', 'AW-687670169');
  • Naklive TH team

ขายของออนไลน์ ใครๆ ก็ทำได้!!

ในยุคที่เศรษฐกิจฝืดเคือง บางคนก็ตกงานถูกเลิกจ้างบ้าง แถมหางานใหม่ก็หายาก บางคนถึงจะมีงานอยู่แต่ด้วยค่าครองชีพสูงขึ้นทุกวันก็อยากจะหารายได้เสริมกันบ้าง อาชีพค้าขายคงจะเป็นอาชีพแรกๆ ที่หลายคนนึกถึง แต่จะให้ไปเช่าแผงเปิดหน้าร้านก็ไม่มีเวลา หรือต้องใช้เงินลงทุนสูง ในยุคโลกไร้พรมแดน ธุรกิจ E-Commerce ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในของชีวิต หลายคนได้กลายมาเป็นพ่อค้าออนไลน์ทำเงินได้หลายล้านบาทต่อเดือน แล้วพวกเขาทำยังไงกันละ ? อยากรู้ลองมาดูกันเลย


1. สินค้า


ใช่แล้ว คุณต้องมีสินค้าเพื่อมาจำหน่าย แล้วเลือกจากอะไรดี? โดยส่วนมากหลายคนมักจะเลือกจากสิ่งที่ตนเองชอบหรือถนัด เช่นคุณผู้หญิงส่วนใหญ่ก็มักจะเลือกขายพวกเสื้อผ้าหรือเครื่องสำอาง แต่หลายคนก็มักจะเลือกจากสินค้าที่เป็นที่นิยมในคนส่วนใหญ่หรือในช่วงเวลานั้นๆ เช่น ตอนนี้คงต้องเป็นพวกเจลล้างมือ หน้ากากอนามัย สินค้าด้านสุขภาพ เป็นต้น ถ้าคุณเลือกได้แล้ว คราวนี้คุณจะเป็นผู้ผลิตเองหรือรับสินค้าจากคนอื่นมาขายต่อก็แล้วแต่วิธีการทำธุรกิจของแต่ละคน แน่นอนการผลิตขึ้นมาเองคุณอาจจะได้กำไรมากกว่า แต่คุณจำเป็นจะต้องมีความรู้ในการผลิตสินค้านั้นๆ หรืออาจจะจำต้องมีแรงงานมาช่วยในการผลิต แต่ถ้ารับสินค้ามาขายต่อ ก็แค่คุณหาแหล่งจำหน่ายแล้วไปซื้อสินค้ามาขาย แต่กำไรอาจจะน้อยรวมทั้งคนอื่นก็สามารถไปซื้อสินค้าแบบเดียวกับคุณมาขายแข่งได้เช่นกัน ก็ต้องลองเลือกกันดูนะครับ


2. เลือกกลุ่มเป้าหมายในการขาย


เป็นการดีที่คุณจะต้องวาง target ของลูกค้าของคุณไว้ให้ถูกต้อง คุณจะได้เข้าใจว่ากลุ่มลูกค้าของคุณต้องการอะไร จะได้เลือกสินค้าและวิธีการขายตรงกับรสนิยมและพฤติกรรมของลูกค้า ตัวอย่างเช่น หากคุณขายสินค้าของใช้แม่และเด็ก แน่นอนว่ากลุ่มเป้าหมายของคุณคือกลุ่มแม่บ้าน ดังนั้นหากคุณต้องการลงขายสินค้าอาจจะต้องเป็นเวลาช่วงเที่ยงหรือบ่ายๆ ในการโพสต์หรือไลฟ์สด ซึ่งเป็นเวลาที่เหล่าแม่บ้านเสร็จ ภาระกิจจากงานบ้าน


3.ช่องทางการจัดจำหน่าย


สำหรับพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์มือใหม่ แน่นอนว่า Facebook และ IG คงเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ แน่นอน นอกจากนี้แล้วในปัจจุบันยังมีมาร์เก็ตเพลสต่างๆ ให้คุณสามารถไปเปิดร้านได้ ดังนั้นคุณต้องลองดูให้ดีว่าสินค้าที่คุณขายเหมาะกับแพลตฟอร์มรูปแบบไหน หรือาจจะทดลองเปิดบนทุกแพลตฟอร์มก็ได้อันนี้ไม่มีถูกหรือมีผิด นอกจากนี้รูปแบบในการจัดจำหน่ายยังทำได้หลายวิธี โดยวิธีหนึ่งที่กำลังเป็นที่นิยมก็คือการไลฟ์สดขายสินค้าหรือ Live-Commerce (ไลฟ์คอมเมิร์ซ) ซึ่งในปัจจุบันมีตัวช่วยในการไลฟ์สดที่มี ประสิทธิภาพอย่าง HandsUP ซึ่งผู้ที่สนใจสามารถเข้าไปทดลองใช้งานฟรีได้ (ช่วงนี้ฟรี 7 วัน)


4.การทำโฆษณา


การโฆษณาจะทำให้คุณขายสินค้าได้ง่ายและรวดเร็ว บางทีสินค้าของคุณอาจจะดีแต่ไม่มีใครรู้จักก็จะทำให้การขายเป็นไปได้ยาก การใช้ facebook ads หรือการ boost post เป็นสิ่งจำเป็นที่คุณจะต้องเรียนรู้ รวมทั้งการทำ SEO ไปจนการทำรีวิวสินค้าหรือใช้ influencer เพื่อสร้างความน่าเชื่อต่อสินค้าของคุณ อันนี้อยู่ที่แผนการทางการตลาดและงบประมาณที่คุณจัดสรรไว้แล้วละ


5.ระบบบริหารจัดการร้าน



แน่นอนที่สุดเมื่อคุณขายสินค้าได้เรื่องไม่ได้จบเพียงแค่นั้น ยังมีเรื่องวิธีการจดออเดอร์ สต๊อคสินค้า ช่องทางและวิธีการชำระเงินรวมทั้งการจัดส่งสินค้าอีกด้วย รวมทั้งการดูแลและบริการหลังการขายหากสินค้ามีปัญหา ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นเพราะหากคุณทำให้ลูกค้าประทับใจได้ เขาก็จะกลับมาซื้อสินค้าจากคุณอีก ดังนั้นคุณควรจะใส่ใจกับเรื่องเหล่านี้ให้มากๆ


นี่คือแค่เริ่มต้น สำหรับใครที่ยังไม่แน่ใจ ลองเอาของใช้ที่บ้านเหลือๆ มาลองขายกันก่อนก็ได้ บางทีนี่อาจจะเป็นจุดพลิกผันในชีวิต….ใครจะไปรู้ !!!



ขอบคุณข้อมูลจาก: Cipher Inbound Marketing Blog, Brand Inside