ชิมช้อปใช้ มาตรการเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ซบเซา

จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา หรือ COVID-19 ในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้ทางรัฐบาลต้องดำเนินมาตรการที่ค่อนข้างเข้มงวดเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดไม่ให้สร้างความเสียหายไปมากกว่านี้ โดยได้มีการใช้มาตรการล็อกดาวน์ ระงับการทำกิจกรรมทางสังคม ที่ส่งผลมาก ๆ เลยทีเดียว ซึ่งนอกจากจะส่งกระทบต่อการดำเนินชีวิตความเป็นอยู่ของเราแล้ว ยังส่งผลต่อภาคธุรกิจ และระบบเศรษฐกิจของประเทศอีกด้วย ด้วยเหตุนี้รัฐบาลจึงได้ทำการออกนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างโครงการ “ชิมช้อปใช้” ออกมา โดยสำหรับโครงการนี้รัฐบาลได้ทุ่มงบประมาณ 2 หมื่นล้านบาท เพื่อทำการแจกเงินรอบใหม่ให้กับประชาชน เพื่อกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายในการบริโภค และส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศมากยิ่งขึ้น ซึ่งได้ดำเนินโครงการมาอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2564 นี้ นโยบายชิมช้อปใช้ล่าสุดเดินทางมาถึงชิมช้อปใช้เฟส 4 แล้ว

 

ชิมช้อปใช้ รัฐแจกเงินให้ใช้จ่ายกระตุ้นเศรษฐกิจ

หากว่าใครที่ติดตามข่าวสารบ้านเมืองอยู่ตลอดเวลา จะเห็นว่ารัฐบาลไทยได้ออกนโยบายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจออกมามากมาย ทั้งโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือที่เรารู้จักในชื่อของบัตรคนจน เพื่อมอบเงินช่วยเหลือให้กับผู้ที่มีรายได้น้อย มาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายอย่างช้อปดีมีคืน มาตรการสินเชื่อเพื่อช่วยเหลือชาวเกษตรกร และล่าสุด ก็คือ นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างโครงการชิมช้อปใช้ นั่นเอง

โครงการชิมช้อปใช้ คือ มาตรการที่รัฐบาลออกมาเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ มีจุดประสงค์เพื่อสนับสนุนให้เกิดการบริโภคของภาคประชาชน และส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศ โดยทางรัฐบาลจะแจกเงินให้กับประชาชนที่ได้ลงทะเบียนชิมช้อปใช้เพื่อใช้จ่ายผ่านทาง G-Wallet ของแอปพลิเคชันเป๋าตัง ซึ่งมีอยู่ด้วยกัน 2 ส่วนดังนี้

  • เป๋าตังแรก จะได้รับเงินจำนวน 1,000 บาท เพื่อนำไปใช้จ่ายท่องเที่ยวในจังหวัดที่ได้ลงทะเบียนเอาไว้
  • เป๋าตังที่ 2 จะเป็นการเติมเงินใส่ G -Wallet โดยในส่วนนี้คุณจะต้องเติมเงินเพื่อใช้ในการซื้อสินค้าต่าง ๆ เอง สามารถใช้จ่ายได้ในทุกจังหวัด ยกเว้นจังหวัดภูมิลำเนาของตัวเองในจำนวนเงินไม่เกิน 30,000 บาท ซึ่งจะได้รับเงินคืน 15% ของค่าใช้จ่าย หรือไม่เกิน 4,500 บาท

 

 

ปรับเงื่อนไขใหม่ในมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายชิมช้อปใช้

สำหรับการเปิดรับให้ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการชิมช้อปใช้เฟส 1 ในเดือนกันยายน ปี 2562  ที่ผ่านมานั้น มีประชาชนให้ความสนใจ และลงทะเบียนรับสิทธิ์อย่างล้นหลามจนครบเต็มจำนวน และเพื่อเป็นการตอบรับต่อความต้องการของประชาชนอีกเป็นจำนวนมากที่พลาดสิทธิ์ในรอบแรก ทางรัฐบาลจึงได้เปิดให้ลงทะเบียนโครงการชิมช้อปใช้เฟส 2 อีกครั้ง ในปลายเดือนตุลาคม 2562 แต่จากการเปิดรับลงทะเบียนชิมช้อปใช้ทั้งสองเฟสนี้ กลับพบปัญหาว่าประชาชนส่วนใหญ่ใช้แต่เงินที่แจกฟรี 1,000 บาทเท่านั้น

จากปัญหาดังกล่าวจึงทำให้มาตรการชิมช้อปใช้เฟส 3 เปลี่ยนมาให้สิทธิ์ได้แค่เป๋าตัง 2 ที่ประชาชนต้องเติมเงินเข้า G -Wallet เพื่อใช้จ่ายเองเพียงอย่างเดียวเท่านั้น และได้ทำการขยายระยะเวลาของมาตรการออกไปจนถึงสิ้นเดือนมกราคม 2563 รวมไปถึงให้ปรับเงื่อนไขให้สามารถใช้จ่ายได้ทุกจังหวัด ไม่มีจำการกัดพื้นที่ โดยได้คำหนดคุณสมบัติของผู้ที่มีสิทธิ์ในการลงทะเบียนชิมช้อปใช้ ไว้ดังนี้

  • มีสัญชาติไทย
  • มีบัตรประจำตัวประชาชน
  • อายุ 18 ปี ขึ้นไป
  • มี E-Mail เป็นของตัวเอง
  • มีสมาร์ทโฟน หรือโทรศัพท์ที่สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้

 

รัฐจ่ายให้ครึ่งหนึ่ง เราออกเองอีกครึ่งหนึ่ง ในโครงการชิมช้อปใช้คนละครึ่ง

ทางรัฐบาลได้มีการออกมาตรการใหม่กระตุ้นเศรษฐกิจภายในชื่อ “โครงการคนละครึ่ง” หรือโครงการชิมช้อปใช้ เฟสใหม่ ที่หลาย ๆ คนเรียกกันว่าชิมช้อปใช้คนละครึ่งนั่นเอง ซึ่งเป็นการใช้จ่ายแบบครึ่งต่อครึ่ง ที่รัฐบาลจะช่วยออกค่าใช้จ่ายให้ 50% ของเงินที่ใช้ซื้อสินค้า โดยรัฐบาลจะทำการแจกเงินให้กับผู้ที่ลงทะเบียนคนละ 3,000 บาท ผ่านทางแอปพลิเคชันเป๋าตัง ของธนาคารกรุงไทย

สำหรับโครงการคนละครึ่ง หรือโครงการชิมช้อปใช้คนละครึ่ง เป็นมาตรการส่งเสริมการใช้จ่ายของประชาชนแบบครึ่งต่อครึ่ง คือ รัฐออกให้ครึ่งหนึ่ง ประชาชนออกเองครึ่งหนึ่ง ซึ่งรัฐบาลจะแจกเงินให้กับผู้ที่ได้รับสิทธิ์คนละ 3,000 บาท ทางแอปพลิเคชันเป๋าตังของธนาคารกรุงไทย และเปิดรับให้เริ่มทำการลงทะเบียนสมัครชิมช้อปใช้ 3,000 บาท ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2563 ที่ผ่านมา

ล่าสุดนี้โครงการคนละครึ่งได้มีการต่ออายุของโครงการ เพิ่มวงเงินในการใช้จ่ายให้กับประชาชนจาก 3,000 บาท เพิ่มขึ้นเป็น 3,500 บาท และได้ขยายระเวลาในการใช้จ่ายออกไปจนถึง 31 มีนาคม 2564

 

อย่างไรก็ดี มีคนจำนวนไม่น้อยเลยที่สับสนว่าชิมช้อปใช้ สามารถใช้ในการลดหย่อนภาษีเงินคืนได้เหมือนกับโครงการช้อปดีมีคืน แต่จริง ๆ แล้วนั้นชิมช้อปใช้ลดหย่อนภาษีไม่ได้ เนื่องจากเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อส่งเสริมการบริโภค และการใช้จ่าย ไม่ใช้มาตรการลดหย่อนภาษีเหมือนช้อปดีมีคืน